ต่อเนื่องจากพาร์ทแรก ในพาร์ทที่ 2 นี้ เรามาขยายภาพความแข็งแกร่งของแบรนด์ไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กับกลุ่มธุรกิจการบริการแถวหน้ากลุ่มถัดมาที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ระดับสากล
กลุ่มโรงแรมในพาร์ทนี้โดดเด่นอย่างมากในเรื่องการปรับตัวและสร้างนวัตกรรมบริการใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวสู่การเป็นเชนโรงแรมระดับนานาชาติ การเปลี่ยนแลนด์มาร์กสำคัญให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการมอบประสบการณ์ลักเซอรี่รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก
มาร่วมเจาะลึกโครงสร้างความเป็นเจ้าของ แบรนด์ในเครือ และจุดขายเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มโรงแรมไทยในพาร์ทนี้กันต่อได้เลยครับ
1. กลุ่มโรงแรม (S Hotel & Resort): ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้าง และ จุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (S Hotels & Resorts - SHR) เป็นธุรกิจโรงแรมระดับนานาชาติในเครือ สิงห์ เอสเตท (Singha Estate) โดยมีแบรนด์หลักคือ SAii (ทราย), Santiburi (สันติบุรี), และโครงการร่วมลงทุนหรือแฟรนไชส์ (เช่น Mercure, Holiday Inn) เน้นเจาะกลุ่มท่องเที่ยวพักผ่อนเชิงไลฟ์สไตล์ระดับหรูหราถึงบน-กลาง ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วโลกทั้งไทย มัลดีฟส์ ฟิจิ มอริเชียส และสหราชอาณาจักร
แบรนด์ในเครือและจุดขาย (Brands & Selling Points)
เจ้าของและผู้บริหาร
- บริษัทแม่ : บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (Singha Estate) ตระกูลภิรมย์ภักดี : เป็นเจ้าของที่แท้จริงผ่านกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่
- ผู้บริหารปัจจุบัน : นายไมเคิล เดวิด มาร์แชล (Michael David Marshall) ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้า ที่บริหาร (CEO)
- ชื่อบริษัท : บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR
SHR มีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายทั้งแบรนด์ที่สร้างเอง (Own Brand) และแบรนด์พันธมิตรระดับโลกรวมกว่า 38 แห่งใน 5 ประเทศ (ไทย, มัลดีฟส์, ฟีจี, มอริเชียส และสหราชอาณาจักร)
- แบรนด์ที่บริหารเอง (Self-Managed Brands)
- SAii (ทราย) : แบรนด์ระดับ Upper Upscale
- จุดขาย : เน้นกลุ่ม "Free-spirited travelers" ที่ชอบประสบการณ์แปลกใหม่ ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน (Sustainability) และกิจกรรมทางทะเล
- ตัวอย่าง : SAii Laguna Phuket , SAii Phi Phi Island Village และ SAii Lagoon Maldives
- Santiburi (สันติบุรี) : แบรนด์ระดับ Luxury
- จุดขาย : เน้นความหรูหราแบบไทยดั้งเดิม (Thai Heritage) ความเป็นส่วนตัวและการบริการระดับ 5 ดาว
- ตัวอย่าง : Santiburi Koh Samui
- แบรนด์พันธมิตรและบริหารร่วม (Partner Brands)
- CROSSROADS Maldives : โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อนแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในมัลดีฟส์
- Hard Rock Hotel : แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก เน้นดนตรีและความบันเทิง (เช่น Hard Rock Hotel Maldives)
- SO/ Hotels & Resorts : แบรนด์ Luxury Lifestyle ที่เน้นดีไซน์ทันสมัย แฟชั่น และความสนุกสนาน (เช่น SO/ Maldives)
- The Unlimited Collection (by Ascott) : เน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโรงแรมแต่ละแห่ง (Boutique identity) เริ่มใช้ในพอร์ตโรงแรมที่สหราชอาณาจักร
- Mercure : แบรนด์ระดับสากลจาก Accor เน้นความเป็นท้องถิ่นและความคุ้มค่า มีจำนวนมากในพอร์ต สหราชอาณาจักร
- Outrigger : แบรนด์รีสอร์ทชั้นนำที่เน้นประสบการณ์ "Escape Ordinary" ในจุดหมายปลายทางริมทะเล เช่น ฟีจี และมอริเชียส
จุดขายสำคัญเชิงกลยุทธ์ (Strategic Selling Points)
- ทำเลระดับโลก (Prime Destinations) : เลือกตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ (Top destinations) ที่มีความต้องการสูงทั่วโลก
- ความยั่งยืน (Commitment to Sustainability) : ชูจุดขายเรื่องการอนุรักษ์ทะเลและการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่าน ศูนย์เรียนรู้ทางทะเล (Marine Discovery Centre)
- ความหลากหลายของแบรนด์ (Multi-Brand Strategy) : ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ 3-5 ดาว ทำให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้หลายกลุ่ม ทั้งสายครอบครัว คู่รัก และวัยรุ่น
2.กลุ่มโรงแรมใบหยก : ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้าง และจุดขายแต่ละ แบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
กลุ่มโรงแรมใบหยก (Baiyoke Group of Hotels) ปัจจุบันมี
คุณพันธ์เลิศ ใบหยก เป็นประธานกรรมการ และได้ส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง
คุณปิยะเลิศ ใบหยก (เบียร์) CEO เข้ามาดูแลในฐานะรองประธานกลุ่มโรงแรมใบหยก โดยเน้นจุดขายโรงแรมวิวสูงใจกลางเมืองและขยายสู่ธุรกิจอาหาร/ไลฟ์สไตล์ แบรนด์หลัก ได้แก่ Baiyoke Sky Hotel (จุดชมวิว/บุฟเฟต์) และโรงแรมระดับ 4 ดาว เช่น Baiyoke Suite และ กลุ่ม City Hotel แบรนด์ในเครือและจุดขายที่สำคัญมีดังนี้:
แบรนด์โรงแรมในประเทศ
- Baiyoke Sky Hotel (ใบหยก สกาย): จุดขาย : โรงแรมที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในไทย (88 ชั้น) วิวพาโนรามา เป็นแลนด์มาร์คสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ (ประตูน้ำ) เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในไทย มีจุดขายหลักคือจุดชมวิวแบบหมุน 360 องศา และบุฟเฟต์นานาชาติบนตึกสูงที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว และห้องพักระดับบน
- Hua Chang Heritage Hotel (หัวช้าง เฮอริเทจ) : จุดขาย: โรงแรมระดับลักชัวรีที่เน้นดีไซน์แบบไทยร่วมสมัย (Thai Contemporary) ผสมผสานความหรูหราแบบตะวันตก ตั้งอยู่ใกล้สยามและมาบุญครอง เน้นความเป็นส่วนตัวและการบริการระดับพรีเมียม
- Baiyoke Suite Hotel (ใบหยก สวีท) : จุดขาย: เน้นห้องพักแบบห้องชุด (Suite) ขนาดกว้างขวาง เหมาะสำหรับกลุ่มครอบครัวหรือนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนระยะยาวในย่านประตูน้ำ
- Baiyoke Boutique Hotel (ใบหยก บูทีค) : จุดขาย: โรงแรมสไตล์บูทีคที่เน้นสีสันสดใสและการตกแต่งที่ทันสมัย เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายในราคาที่คุ้มค่า
ธุรกิจและการลงทุนในต่างประเทศ
ในปัจจุบัน กลุ่มใบหยกเน้นการขยายตัวในรูปแบบ
ธุรกิจร้านอาหาร และการร่วมทุนเป็นหลัก:
- ร้านอาหาร : มีการนำแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นเข้ามาและขยายสาขา รวมถึงการตั้งบริษัท FAB Food Holding เพื่อรวบรวมแบรนด์อาหารกว่า 8 แบรนด์
- ตลาดดาวรุ่ง : มีการจับตามองและศึกษาโอกาสการขายสินค้าไทยในตลาด เวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 2025–2030
จุดขายโดยรวมของกลุ่ม
- ทำเลเชิงกลยุทธ์ (Strategic Location) : อสังหาริมทรัพย์เกือบทั้งหมดตั้งอยู่ในย่านเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ประตูน้ำ และราชเทวี
- การปรับตัวสู่ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Diversification) : นอกเหนือจากโรงแรม กลุ่มใบหยกได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจอาหาร (Food), คอมมูนิตี้สำหรับคนรักรถ (Car Community) และโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ
- การบริหารโดยคนรุ่นใหม่ : การนำกลยุทธ์ Social Media และคอนเทนต์ออนไลน์มาช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านตัวตนของ "เบียร์ ใบหยก"
3. กลุ่มโรงแรมเอเชีย โฮแต็ล (Asia Hotel) : ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้าง และจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
กลุ่มโรงแรมเอเชีย (Asia Hotel Group) ดำเนินงานภายใต้
บริษัท เอเชียโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) หรือ ASIA โดยมีรายละเอียดการเป็นเจ้าของและแบรนด์ในเครือดังนี้ครับ
จุดขายหลัก:
- ทำเลที่ตั้ง (Location) : โดยเฉพาะ Asia Hotel Bangkok ที่ติดสถานี BTS ราชเทวี และใกล้สยามสแควร์
- ความคุ้มค่า (Value for Money) : ราคาห้องพักที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับขนาดห้องและความสะดวกสบาย
- การบริการแบบครอบครัว : บริหารโดยตระกูลเตชะหรูวิจิตร
- ผู้ถือหุ้นและเจ้าของในปัจจุบัน
ปัจจุบันกลุ่มโรงแรมเอเชียยังคงบริหารงานโดย
ตระกูลเตชะหรูวิจิตร ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่ผ่านทางครอบครัวและบริษัทในเครือ ปัจจุบันมีการส่งต่อการบริหารสู่ทายาท
รุ่นที่ 3 อย่างคุณ
พัชรพล เตชะหรูวิจิตร (ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) ที่เข้ามาดูแลการปรับภาพลักษณ์ (Rebranding) และการรีโนเวทครั้งใหญ่ เป็นหัวเรือใหญ่ในการปรับโฉม เน้นแบรนด์หลัก เช่น Asia Hotel และ Evergreen Place โดยเน้นทำเลศักยภาพสูง เชื่อมต่อ BTS/ช้อปปิ้งย่านสยาม และเน้นความคุ้มค่า
- แบรนด์และสาขาในเครือ (7 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ)
กลุ่มเอเชียเน้นการเป็นเจ้าของสินทรัพย์เอง (Owner & Operator) โดยมีโรงแรมหลักๆ ดังนี้:
- โรงแรมเอเชีย (Asia Hotel) : แบรนด์หลักที่เป็นตำนาน มีจุดเด่นคือตั้งอยู่ในทำเลใจกลางย่านธุรกิจและการค้า
- โรงแรมเอเชีย กรุงเทพ (ราชเทวี) : จุดขายคือติดสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชเทวี มีทางเชื่อมตรงเข้าโรงแรม สะดวกต่อการเดินทางและการจัดสัมมนา
- โรงแรมเอเชีย พัทยา : จุดขายคือตั้งอยู่บนหน้าผาพระตำหนัก มีชายหาดส่วนตัวและสนามกอล์ฟในตัว
- โรงแรมเอเชีย ชะอำ : เน้นกลุ่มครอบครัวและการพักผ่อนริมทะเลในราคามิตรภาพ
- โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต (ดอนเมือง-รังสิต):ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จุดขายคือความสะดวกสำหรับผู้เดินทางผ่านสนามบินดอนเมือง และเป็นศูนย์กลางการจัดงานอีเวนต์/สัมมนาขนาดใหญ่
- โรงแรมในต่างประเทศ (สหราชอาณาจักร):
- The Darroch Learg Hotel : ตั้งอยู่ในประเทศสกอตแลนด์ เป็นโรงแรมขนาดเล็กสไตล์คันทรีเฮาส์ เน้นบรรยากาศธรรมชาติและการพักผ่อนระดับพรีเมียม
- จุดขายและทิศทางใหม่
- Location Strategy : ทุกสาขาเน้นทำเลที่ "สะดวก" ไม่ว่าจะเป็นติดรถไฟฟ้า ติดสนามบิน หรือติดหาดส่วนตัว
- Heritage & Modernity : ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วง "พลิกโฉม (Renovation)" เพื่อปรับห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางให้ทันสมัยขึ้น (เช่น สาขาราชเทวี) เพื่อขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มเดิมไปสู่กลุ่ม Digital Nomad และคนรุ่นใหม่มากขึ้น
- Value for Money : รักษามาตรฐานการบริการแบบไทยในราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับทำเลและขนาดห้องพัก
นอกจากธุรกิจโรงแรมแล้ว กลุ่มนี้ยังเป็นเจ้าของและผู้บริหาร
ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต (Zeer Rangsit) ซึ่งเป็นศูนย์รวมสินค้าไอทีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทยอีกด้วยครับ
4. กลุ่มโรงแรมยู โฮเทลล์ & รีสอร์ท/อิสติน (U Hotel Resort/Eastin) : ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้าง และจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
กลุ่มโรงแรมในเครือ
U Hotels & Resorts และ
Eastin Hotels บริหารงานโดยบริษัท
แอ๊บโซลูท โฮเต็ล เซอร์วิส (Absolute Hotel Services - AHS) ซึ่งเป็นบริษัทบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำใน เอเชีย โดยมีรายละเอียดเจ้าของและแบรนด์ต่าง ๆ ดังนี้:
เจ้าของและผู้บริหารปัจจุบัน
- Absolute Hotel Services (AHS) : เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และบริหารจัดการแบรนด์หลักทั้งหมด โดยมีคุณ โจนาธาน วิกลีย์ (Jonathan Wigley) เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอ
- ผู้ถือหุ้นใหญ่ : AHS เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (เดิมคือ ยู ซิตี้ หรือ U City) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม บีทีเอส (BTS Group) ตระกูลกาญจนพาสน์
- หมายเหตุ : ในแต่ละทำเลอาจมีเจ้าของที่ดินหรือนักลงทุนเฉพาะแห่ง (Local Owners) ที่ว่าจ้างเครือ AHS เข้าไปบริหาร เช่น โรงแรมอีสติน ตัน เชียงใหม่ ของคุณตัน ภาสกรนที หรือ ยู เขาใหญ่ ของกลุ่ม แมกโนเลีย
แบรนด์ในเครือและจุดขาย (Selling Points)
- กลุ่ม U Hotels & Resorts
เน้นความเป็นบูทีคหรู (Luxury Boutique) ผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับดีไซน์ทันสมัย
- จุดขายหลัก:
- 24-Hour Use of Room : เช็คอินเวลาไหน เช็คเอาท์เวลาเดียวกันในวันถัดไป (พักได้ครบ 24 ชม.)
- Breakfast Whenever Wherever : บริการอาหารเช้าที่ไหนก็ได้และเวลาใดก็ได้จนถึง 22:00 น.
- U Choose Programme : เลือกเครื่องใช้ส่วนตัวได้เอง เช่น กลิ่นสบู่ ประเภทหมอน และชนิดของชา
- ทำเล : มีทั้งในไทย (เช่น ยู นิมมาน เชียงใหม่, ยู พัทยา) และต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ลาว และเวียดนาม
- กลุ่ม Eastin Hotels & Resorts
เน้นความคุ้มค่า (Value for Money) และความสม่ำเสมอของบริการ แบ่งเป็นระดับย่อยตามการใช้งาน
- Eastin Grand Hotels : ระดับ 5 ดาว เน้นความหรูหราทันสมัย เหมาะกับกลุ่มธุรกิจและไลฟ์สไตล์ระดับบน (เช่น อีสติน แกรนด์ พญาไท)
- Eastin Hotels & Residences : ระดับ 4 ดาว สำหรับการพักผ่อนและทำธุรกิจระยะยาว มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนและพื้นที่จัดประชุมขนาดใหญ่
- Eastin Easy : แบรนด์ระดับ 3 ดาว เน้นความรวดเร็วและราคาประหยัด จุดขายคือ "Stay Smart, Stay Easy" พร้อมระบบ Self Check-In
- Eastin Estates : ออกแบบมาเพื่อกลุ่มผู้สูงอายุ (Senior Living) เน้นความปลอดภัยและการดูแลแบบมืออาชีพ
- แบรนด์อื่น ๆ ภายใต้การบริหารของ AHS
- Travelodge : แบรนด์ระดับกลาง (Midscale) ที่เน้นความสะดวกสบายและสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (AHS เป็นผู้บริหารสิทธิ์ในไทย)
- Vienna House : แบรนด์โรงแรมสไตล์ยุโรปที่เน้นดีไซน์และประสบการณ์การเข้าพักแบบร่วมสมัย
- Absolute Collection : แบรนด์ที่ให้เจ้าของโรงแรมอิสระในการใช้ชื่อตัวเอง แต่ใช้ระบบบริหารมาตรฐาน AHS
5. กลุ่มโรงแรมศรีพันวา (Sri Panwa) : ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้าง และจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
กลุ่มโรงแรมศรีพันวา (Sri Panwa) เป็นแบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทระดับ Ultra Luxury สัญชาติไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ภายใต้การบริหารงานของ
บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
- ใครเป็นเจ้าของ?
ปัจจุบันกลุ่มศรีพันวาอยู่ภายใต้การดูแลของ
ตระกูลอิสสระ โดยมี
คุณวรสิทธิ์ อิสสระ (ปลาวาฬ) ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและเป็นหัวเรือใหญ่ในการปลุกปั้นแบรนด์ นอกจากนี้ ในส่วนของโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ
กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา (SRIPANWA) ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงแรม มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ:
- สำนักงานประกันสังคม(ถือหุ้นอันดับ 1 ประมาณ 6%)
- บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
- แบรนด์ในเครือและจุดขาย
กลุ่มศรีพันวาได้ขยายแบรนด์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน ดังนี้:
- Sri Panwa (ศรีพันวา)
- ที่ตั้ง : ภูเก็ต (แหลมพันวา)
- จุดขาย : เป็น Luxury Pool Villa ที่เน้นความเป็นส่วนตัวสูงและการบริการระดับ World Class ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่บนปลายสุดของแหลมพันวา ทำให้เห็นวิวทะเลอันดามันแบบพาโนรามา 300 องศา มีร้านอาหารและบาร์ชื่อดังอย่าง Baba Nest ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในบาร์ริมทะเลที่ดีที่สุดในโลก
- ล่าสุด : เปิดโซนใหม่ "YAYA" เพื่อเพิ่มสีสันและดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น
- Baba Beach Club (บาบา บีช คลับ)
- ที่ตั้ง : ภูเก็ต (หาดนาใต้) และหัวหิน (ชะอำ)
- จุดขาย : เน้นกลุ่มลูกค้าที่รักเสียงเพลง ความสนุกสนาน และปาร์ตี้ (Music Lovers Hotel) โดยผสมผสานความหรูหราเข้ากับบรรยากาศแบบบีชคลับ มีการเชิญดีเจระดับโลกมาเปิดเพลงและจัดกิจกรรมริมชายหาดอย่างต่อเนื่อง
- Sri panwa x BDMS Wellness Clinic
- จุดขาย : เป็นความร่วมมือล่าสุดเพื่อรุกตลาด Wellness Tourism โดยนำศาสตร์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันของ BDMS Wellness Clinic มาให้บริการภายในรีสอร์ท เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ต้องการพักผ่อนควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ
- การขยายธุรกิจไปต่างประเทศ
ในส่วนของต่างประเทศ กลุ่มศรีพันวาเน้นกลยุทธ์การ
รับบริหารโรงแรม (Hotel Management) ภายใต้มาตรฐานและแบรนด์ของศรีพันวาเอง โดยมีเป้าหมายขยายการรับบริหารโรงแรมไปยังแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลก เช่น ในประเทศจีนและภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อส่งออกแบรนด์โรงแรมไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล
นอกจากกลุ่มโรงแรมข้างต้นแล้ว ยังมีกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทสัญชาติไทยอีกหลายแห่งที่น่าจับตามอง ซึ่งทางเราจะคอยติดตามและนำข้อมูลโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงจุดขายใหม่ๆ มาอัปเดตให้คุณได้ร่วมแกะรอยกลยุทธ์กันเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ครับ
หมายเหตุอ้างอิง : ข้อมูลบทความ “กลุ่มเซนโรงแรมและแบรนด์ในเครือเจ้าของคนไทย” นี้ได้รวบรวมและเรียบเรียง สรุปตรวจทานอัพเดทล่าสุด เพื่อเป็นประโยชน์เรียนรู้ในวงการธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวในประเทศไทยเรา แต่ก็อาจมีข้อความข่าวสารของแต่ละกลุ่มเชนโรงแรมและแบรนด์ที่เกิดเปลี่ยนแปลงได้จากการดำเนินงานของธุรกิจไปตามกาลเวลา เช่น ชื่อขององค์กร ชื่อบุคคลและหุ้นส่วน หรือสถานะเครือแบรนด์โรงแรมที่มีเพิ่มขึ้นและลดลง เพื่อเป็นข้อมูลปัจจุบันได้สมบรูณ์มากยิ่งขึ้น ขอผู้อ่านได้ตรวจเช็คเพิ่มเติม