สไตล์โรงแรม นวัตกรรมผลิตภัณฑ์นำสมัย เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น
  Hotline : 094 893 5002, 099 254 8292, 099 055 9263

กลุ่มโรงแรมชื่อดังระดับสากลอื่นๆ ที่เจ้าของเป็นคนไทย

กลุ่มโรงแรมชื่อดังระดับสากลอื่นๆ ที่เจ้าของเป็นคนไทย

อุตสาหกรรมโรงแรมระดับหรูในประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่การบริการอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเต็มไปด้วยการร่วมทุน การสร้างพันธมิตรระดับสากล และการขยายอาณาจักรของกลุ่มทุนไทยสู่เวทีระดับโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมระดับลักซ์ชัวรี (Luxury) และอัลตราลักซ์ชัวรี (Ultra-Luxury) ได้อย่างทรงพลัง


บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึก 4 กลุ่มเชนโรงแรมระดับท็อปของประเทศ เพื่ออัปเดตโครงสร้างเจ้าของ พันธมิตรคนไทย แบรนด์ในเครือ และจุดขายสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน ดังนี้


1.กลุ่มโรงแรม Mandarin Oriental Bangkok: ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์


อะไรบ้างและจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ (Mandarin Oriental, Bangkok) หรือที่คนไทยทุกคนจะรู้จักกันดีในชื่อของ "โรงแรมโอเรียนเต็ล" เป็นโรงแรมหรูเก่าแก่ที่สุดในไทย อายุกว่า 140 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา   นอกจากความเก่าแก่แล้ว ที่นี่อาจกล่าวได้ว่าเป็นโรงแรมที่หรูที่สุดในไทยอีกด้วย ราคาของห้องพักที่แพงที่สุดของโรงแรมนี้ สูงถึง 450,000 บาทต่อคืน! และไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย ที่นี่มักจะถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับผู้นำประเทศมาโดยตลอด ซึ่งเจ้าของคือ Mandarin Oriental Hotel Group ในเครือ Jardine Matheson  ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง โดย MOHG เป็นบริษัทในเครือที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และลอนดอน โดยมีพันธมิตรคนไทย  ที่ถือหุ้นร่วมกันคือ กลุ่มโรงแรมดุสิตธานี และกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เน้นจุดขายความหรูหราคลาสสิก (Iconic Luxury) การบริการระดับตำนาน และวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นเอกลักษณ์

เจ้าของคนไทย/พันธมิตร
โรงแรมโอเรียนเต็ลมีบริษัท OHTL Public Company Limited เป็นเจ้าของ โดยมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในกลุ่มคนไทย เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และกลุ่มโรงแรมดุสิตธานีร่วมบริหารจัดการผ่านเครือระดับโลก Mandarin Oriental Hotel Group (MOHG) เป็นหนึ่งในเครือโรงแรมหรูระดับโลกที่เน้นการบริหารภายใต้ แบรนด์เดียวเป็นหลัก คือ Mandarin Oriental โดยมีโรงแรมในเครือมากกว่า 40 แห่งใน 28 ประเทศ

แบรนด์และจุดขาย (ทั้งในไทยและต่างประเทศ):
จุดขายคือความหรูหราคลาสสิก การบริการที่อบอุ่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Fan-shaped logo) ผสมผสานสไตล์ท้องถิ่น (Local Soul) เข้ากับมาตรฐานระดับสากล มีโรงแรมชั้นนำเช่น Mandarin Oriental, Bangkok และ Mandarin Oriental, Hong Kong เป็นเรือธง
  • Mandarin Oriental (แบรนด์หลัก):เน้นประสบการณ์หรูหรา (Luxury) ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองหรือรีสอร์ทชั้นนำ
    • จุดขายในไทย:แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ (สาขาแรกของกลุ่ม) โดดเด่นด้วยตำนานกว่า 150 ปี บริการระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และร้านอาหารมิชลิน
    • จุดขายต่างประเทศ:เช่น Mandarin Oriental Hyde Park, London (หรูหราแบบผู้ดีอังกฤษ) หรือ Mandarin Oriental, Paris (แฟชั่นชั้นสูง)
  • จุดขายร่วมกัน:การออกแบบที่ไม่เหมือนกันในแต่ละแห่ง (สะท้อนจิตวิญญาณเมือง) ร้านอาหารที่ได้รับรางวัลระดับสากล และสปาที่เป็นจุดเด่น
สาขาสำคัญๆ:
  • เอเชีย-แปซิฟิก:กรุงเทพฯ, ฮ่องกง, สิงคโปร์, โตเกียว, กัวลาลัมเปอร์
  • ยุโรป/อเมริกา:ลอนดอน, ปารีส, มิวนิก, นิวยอร์ก, ลาสเวกัส


2.กลุ่มโรงแรม Capella Bangkok: ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้างและจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ


สำหรับกลุ่มโรงแรม Capella (Capella Hotel Group) มีรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าของ แบรนด์ในเครือ และจุดขายดังนี้ครับ

2.1 เจ้าของแบรนด์ (ระดับโลก):Capella Hotel Group เป็นของตระกูล Kwee Family แห่งสิงคโปร์  เจ้าของกลุ่ม Pontiac Land Group เป็นเจ้าของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ซึ่งซื้อกิจการต่อจาก Horst Schulze ในปี 2017  โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยประกอบด้วยพี่น้อง 4 คน ได้แก่:กวี่ หลง เก็ง (Kwee Liong Keng) , กวี่ หลง เต็ก (Kwee Liong Tek) , กวี่ หลง ซีน (Kwee Liong Seen) , กวี่ หลง ฟิง (Kwee Liong Phing) 
เจ้าของโรงแรม (Capella Bangkok): ในประเทศไทย โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ เป็นการลงทุนของ บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ บริษัทผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "เจ้าพระยา เอสเตท" (Chao Phraya Estate) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (CGD) ก่อนที่บริษัทผาแดงจะเข้ามารับช่วงต่อเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์

2.2 แบรนด์ในเครือและจุดขาย
กลุ่ม Capella มีแบรนด์หลักที่ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ ดังนี้:
  • Capella Hotels and Resorts 
    • ระดับ:Ultra-Luxury
    • จุดขาย:เน้นความเป็นส่วนตัวสูง (High Privacy) และการบริการที่ปรับแต่งตามความต้องการของแขก        แต่ละคน (Personalized Service) โดยมีไฮไลท์คือ Capella Culturists ที่ช่วยดูแลและแนะนำกิจ กรรมท้องถิ่นแบบเจาะลึก
    • ในไทย:Capella Bangkok ได้รับการจัดอันดับเป็น โรงแรมที่ดีที่สุดในโลกอันดับ 1 ประจำปี 2024 (The World’s 50 Best Hotels 2024) โดยมีจุดเด่นคือวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามาจากห้อง   พักทุกห้อง
  • Patina Hotels & Resorts(บางแหล่งอาจระบุชื่อ Parkland ในช่วงก่อตั้ง)
    • ระดับ:Lifestyle Luxury
    • จุดขาย:เน้นความร่วมสมัย ดีไซน์ที่ล้ำสมัย และการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เหมาะกับนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ต้องการความหรูหราแต่เข้าถึงง่ายและมีสไตล์
  • Solis Hotels & Resorts
    • ระดับ:Upscale/Luxury
จุดขาย: เน้นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความผ่อนคลายในสถานที่พักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติ หรือตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกสำหรับการพักผ่อนและทำกิจกรรม

3.กลุ่มโรงแรม The Siam Bangkok: ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้างและจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ


เจ้าของ เดอะ สยาม แบงค็อก (The Siam Bangkok) คือ ตระกูลสุโกศล (Sukosol Family) โดยมีคุณกมลา สุโกศล เป็นประธานกรรมการบริหาร โรงแรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือ สุโกศล โฮเต็ล (Sukosol Hotels) โรงแรมหรูระดับลักซ์ชัวรี่ ปัจจุบันบริหารงานโดยทายาทรุ่นที่ 2 และ 3 ร่วมบริหารในบทบาทที่แตกต่างกัน ได้แก่:
  • คุณมาริสา สุโกศล หนุนภักดี:นายกสมาคมโรงแรมไทย และผู้บริหารภาพรวมของกลุ่มโรงแรม
  • คุณดารณี สุโกศล แคลปป์:ดูแลด้านการเงินและการลงทุน
  • คุณกมล สุโกศล แคลปป์ (สุกี้):ดูแลโปรเจกต์พิเศษ
  • คุณกฤษดา สุโกศล แคลปป์ (น้อย วงพรู):ดูแลด้านการออกแบบและภาพลักษณ์ (Creative Director) โดยเฉพาะโรงแรม The Siam

โรงแรมในเครือและจุดขายของแต่ละแบรนด์มีดังนี้:
  1. The Siam (เดอะ สยาม)
  • ทำเล:ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ
  • จุดขาย:เป็นโรงแรมระดับ Ultra-Luxury ที่เน้นความเป็นส่วนตัวสูงและการออกแบบแนว Art Deco ผสมผสานของสะสมโบราณ ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Bill Bensley และได้รับรางวัลระดับโลก เช่น ติดอันดับ 1 ใน 50 ที่พักที่ดีที่สุดในโลก
  • กลุ่มเป้าหมาย:นักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ที่ต้องการความสงบและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์
  1. The Sukosol Bangkok (เดอะ สุโกศล กรุงเทพ)
  • ทำเล:ย่านพญาไท กรุงเทพฯ
  • จุดขาย:โรงแรมระดับ 5 ดาวที่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยดั้งเดิมและความทันสมัย มีชื่อเสียง  ด้านการบริการแบบไทยและห้องอาหารที่หลากหลาย
  • กลุ่มเป้าหมาย:นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางใจกลางเมือง
  1. แบรนด์ในพัทยา (Lifestyle & Resort)

ทางกลุ่มมีโรงแรม 3 สไตล์ในพัทยาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต่างกัน:
  • Siam Bayshore Resort Pattaya : เน้นบรรยากาศรีสอร์ตสวนเขียวชอุ่มติดท่าเรือแหลมบาลีฮาย เหมาะสำหรับครอบครัวและการพักผ่อนที่เงียบสงบ
  • The Bayview Hotel Pattaya : โรงแรมแนวไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองพัทยา เน้นความสนุกสนานและการเข้าถึงแหล่งช้อปปิ้ง
  • Wave Hotel Pattaya :  โรงแรมสไตล์ Art Deco สีสันสดใสริมหาดพัทยา มีจุดเด่นคือการตกแต่งที่เหมือนหลุดเข้าไปในไมอามี่ช่วงปี 1940 เน้นความเก๋และกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือคู่รัก
ตลาดต่างประเทศ
ปัจจุบันเครือสุโกศล เน้นการบริหารจัดการและเป็นเจ้าของโรงแรมภายในประเทศไทยเป็นหลัก โดยยังไม่มีการขยายแบรนด์ไปเปิดสาขาในต่างประเทศภายใต้ชื่อของตนเองเหมือนกลุ่มทุนอื่น แต่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทย
หมายเหตุ: ระวังสับสนกับโรงแรม "อนันตรา สยาม" (ของกลุ่มไมเนอร์), "สยาม เคมปินสกี้" หรือ "สยาม แอ็ท สยาม" (ของกลุ่มสยามกลการ) ซึ่งเป็นคนละเจ้าของกัน

4.กลุ่มโรงแรม Aman Nai Lert Bangkok: ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้างและจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ

Aman Nai Lert Bangkok (อมัน นายเลิศ กรุงเทพฯ) เป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง นายเลิศ กรุ๊ป (โดย ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร) และ Aman Group  เครือโรงแรมหรูระดับอัลตราลักชัวรีจากต่างประเทศ ตั้งอยู่ใจกลางสวนปาร์คนายเลิศ เน้นความสงบ เป็นส่วนตัว และสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทย

เจ้าของและผู้บริหาร
เจ้าของที่ดินและผู้ร่วมลงทุน: นายเลิศ กรุ๊ป (Nai Lert Group) นำโดยคุณณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร (น้องเล็ก) เป็นเจ้าของที่ดินผืนงามใจกลางปาร์คนายเลิศ
เจ้าของแบรนด์และผู้บริหารโรงแรม: Aman Group ซึ่งมีนาย Vladislav Doronin เป็นเจ้าของและประธานกรรมการบริหาร

รายละเอียด Aman Nai Lert Bangkok:
  • เจ้าของ/พันธมิตร:ความร่วมมือระหว่าง นายเลิศ กรุ๊ป (ปาร์คนายเลิศ) และ Aman Group
  • จุดขาย (Brand Selling Point):เป็นโรงแรมระดับ Ultra-Luxury แห่งที่ 2 ในไทยต่อจาก Amanpuri (ภูเก็ต) และเป็น City Hotel ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์และธรรมชาติสีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนวิทยุ
  • จุดเด่น:เน้นห้องพักแบบ Suite ทั้งหมด, บริการห้องอาหารอิตาเลียน Arva, Aman Spa/Wellness  Center พื้นที่ 1,500 ตร.ม. และบริการที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด (Aman Junkie)

แบรนด์ภายใต้เครือ Aman (ทั้งในและต่างประเทศ):
Aman (อามาน) เป็นเครือโรงแรมระดับโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบและการออกแบบที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
  • Aman (โรงแรม/รีสอร์ต):เน้นที่ตั้งที่มีเอกลักษณ์ทั้งในเมืองและรีสอร์ตตากอากาศ เน้นดีไซน์สไตล์มินิมอลแต่หรูหรา
  • Aman Residences:โครงการที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรีที่อยู่ร่วมกับโรงแรม
  • Janu:แบรนด์น้องใหม่ที่เน้นพลังงาน ความเชื่อมโยงทางสังคม และความมีชีวิตชีวา (Energetic) มากกว่าความเงียบสงบแบบ Aman
โครงการ Aman Nai Lert Bangkok เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2025 โดยเป็น จุดบรรจบของมรดกทางวัฒนธรรมและประสบการณ์การพักผ่อนระดับโลก

หมายเหตุอ้างอิงข้อมูลบทความ  “กลุ่มเซนโรงแรมและแบรนด์ในเครือเจ้าของคนไทย” นี้ได้รวบรวมและเรียบเรียง สรุปตรวจทานอัพเดทล่าสุด เพื่อเป็นประโยชน์เรียนรู้ในวงการธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวในประเทศไทยเรา แต่ก็อาจมีข้อความข่าวสารของแต่ละกลุ่มเชนโรงแรมและแบรนด์ที่เกิดเปลี่ยนแปลงได้จากการดำเนินงานของธุรกิจไปตามกาลเวลา เช่น ชื่อขององค์กร ชื่อบุคคลและหุ้นส่วน หรือสถานะเครือแบรนด์โรงแรมที่มีเพิ่มขึ้นและลดลง เพื่อเป็นข้อมูลปัจจุบันได้สมบรูณ์มากยิ่งขึ้น ขอผู้อ่านได้ตรวจเช็คเพิ่มเติม

บริษัท พีเอ็ม อินเตอร์มาร์ท จำกัด

 256 258 260 264 ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000

 เวลาทำการ วันจันทร์ - ศุกร์
เวลา 8:30 - 17:00 น.
(ยกเว้นหยุดนักขัตฤกษ์)

 094 893 5002, 099 254 8292,
099 055 9263

 (02) 149 5471

  @PMINTERMART

 [email protected]

ติดตามเราได้ที่

     

ช่องทางสั่งซื้อออนไลน์


"นวัตกรรมผลิตภัณฑ์นำสมัย
เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น"

Copyright 2021 PM INTERMART CO.,LTD. All Rights Reserved.