อุตสาหกรรมโรงแรมระดับหรูในประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่การบริการอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเต็มไปด้วยการร่วมทุน การสร้างพันธมิตรระดับสากล และการขยายอาณาจักรของกลุ่มทุนไทยสู่เวทีระดับโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมระดับลักซ์ชัวรี (Luxury) และอัลตราลักซ์ชัวรี (Ultra-Luxury) ได้อย่างทรงพลัง
บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึก 4 กลุ่มเชนโรงแรมระดับท็อปของประเทศ เพื่ออัปเดตโครงสร้างเจ้าของ พันธมิตรคนไทย แบรนด์ในเครือ และจุดขายสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน ดังนี้
1.กลุ่มโรงแรม Mandarin Oriental Bangkok: ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์
อะไรบ้างและจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ (Mandarin Oriental, Bangkok) หรือที่คนไทยทุกคนจะรู้จักกันดีในชื่อของ "โรงแรมโอเรียนเต็ล" เป็นโรงแรมหรูเก่าแก่ที่สุดในไทย อายุกว่า 140 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากความเก่าแก่แล้ว ที่นี่อาจกล่าวได้ว่าเป็นโรงแรมที่หรูที่สุดในไทยอีกด้วย ราคาของห้องพักที่แพงที่สุดของโรงแรมนี้ สูงถึง 450,000 บาทต่อคืน! และไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย ที่นี่มักจะถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับผู้นำประเทศมาโดยตลอด ซึ่งเจ้าของคือ Mandarin Oriental Hotel Group ในเครือ Jardine Matheson ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง โดย MOHG เป็นบริษัทในเครือที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และลอนดอน โดยมีพันธมิตรคนไทย ที่ถือหุ้นร่วมกันคือ กลุ่มโรงแรมดุสิตธานี และกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เน้นจุดขายความหรูหราคลาสสิก (Iconic Luxury) การบริการระดับตำนาน และวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นเอกลักษณ์
เจ้าของคนไทย/พันธมิตร
โรงแรมโอเรียนเต็ลมีบริษัท OHTL Public Company Limited เป็นเจ้าของ โดยมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในกลุ่มคนไทย เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และกลุ่มโรงแรมดุสิตธานีร่วมบริหารจัดการผ่านเครือระดับโลก Mandarin Oriental Hotel Group (MOHG) เป็นหนึ่งในเครือโรงแรมหรูระดับโลกที่เน้นการบริหารภายใต้
แบรนด์เดียวเป็นหลัก คือ
Mandarin Oriental โดยมีโรงแรมในเครือมากกว่า 40 แห่งใน 28 ประเทศ
แบรนด์และจุดขาย (ทั้งในไทยและต่างประเทศ):
จุดขายคือความหรูหราคลาสสิก การบริการที่อบอุ่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Fan-shaped logo) ผสมผสานสไตล์ท้องถิ่น (Local Soul) เข้ากับมาตรฐานระดับสากล มีโรงแรมชั้นนำเช่น Mandarin Oriental, Bangkok และ Mandarin Oriental, Hong Kong เป็นเรือธง
- Mandarin Oriental (แบรนด์หลัก):เน้นประสบการณ์หรูหรา (Luxury) ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองหรือรีสอร์ทชั้นนำ
- จุดขายในไทย:แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ (สาขาแรกของกลุ่ม) โดดเด่นด้วยตำนานกว่า 150 ปี บริการระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และร้านอาหารมิชลิน
- จุดขายต่างประเทศ:เช่น Mandarin Oriental Hyde Park, London (หรูหราแบบผู้ดีอังกฤษ) หรือ Mandarin Oriental, Paris (แฟชั่นชั้นสูง)
- จุดขายร่วมกัน:การออกแบบที่ไม่เหมือนกันในแต่ละแห่ง (สะท้อนจิตวิญญาณเมือง) ร้านอาหารที่ได้รับรางวัลระดับสากล และสปาที่เป็นจุดเด่น
สาขาสำคัญๆ:
- เอเชีย-แปซิฟิก:กรุงเทพฯ, ฮ่องกง, สิงคโปร์, โตเกียว, กัวลาลัมเปอร์
- ยุโรป/อเมริกา:ลอนดอน, ปารีส, มิวนิก, นิวยอร์ก, ลาสเวกัส
2.กลุ่มโรงแรม Capella Bangkok: ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้างและจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับกลุ่มโรงแรม Capella (Capella Hotel Group) มีรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าของ แบรนด์ในเครือ และจุดขายดังนี้ครับ
2.1 เจ้าของแบรนด์ (ระดับโลก):Capella Hotel Group เป็นของ
ตระกูล Kwee Family แห่งสิงคโปร์ เจ้าของกลุ่ม Pontiac Land Group เป็นเจ้าของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ซึ่งซื้อกิจการต่อจาก Horst Schulze ในปี 2017 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยประกอบด้วยพี่น้อง 4 คน ได้แก่:
กวี่ หลง เก็ง (Kwee Liong Keng) , กวี่ หลง เต็ก (Kwee Liong Tek) , กวี่ หลง ซีน (Kwee Liong Seen) , กวี่ หลง ฟิง (Kwee Liong Phing)
เจ้าของโรงแรม (Capella Bangkok): ในประเทศไทย โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ เป็นการลงทุนของ
บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ บริษัทผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)
โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "เจ้าพระยา เอสเตท" (Chao Phraya Estate) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (CGD) ก่อนที่บริษัทผาแดงจะเข้ามารับช่วงต่อเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์
2.2 แบรนด์ในเครือและจุดขาย
กลุ่ม Capella มีแบรนด์หลักที่ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ ดังนี้:
- Capella Hotels and Resorts
- ระดับ:Ultra-Luxury
- จุดขาย:เน้นความเป็นส่วนตัวสูง (High Privacy) และการบริการที่ปรับแต่งตามความต้องการของแขก แต่ละคน (Personalized Service) โดยมีไฮไลท์คือ Capella Culturists ที่ช่วยดูแลและแนะนำกิจ กรรมท้องถิ่นแบบเจาะลึก
- ในไทย:Capella Bangkok ได้รับการจัดอันดับเป็น โรงแรมที่ดีที่สุดในโลกอันดับ 1 ประจำปี 2024 (The World’s 50 Best Hotels 2024) โดยมีจุดเด่นคือวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามาจากห้อง พักทุกห้อง
- Patina Hotels & Resorts(บางแหล่งอาจระบุชื่อ Parkland ในช่วงก่อตั้ง)
- ระดับ:Lifestyle Luxury
- จุดขาย:เน้นความร่วมสมัย ดีไซน์ที่ล้ำสมัย และการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เหมาะกับนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ต้องการความหรูหราแต่เข้าถึงง่ายและมีสไตล์
- Solis Hotels & Resorts
จุดขาย: เน้นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความผ่อนคลายในสถานที่พักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติ หรือตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกสำหรับการพักผ่อนและทำกิจกรรม
3.กลุ่มโรงแรม The Siam Bangkok: ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้างและจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
เจ้าของ
เดอะ สยาม แบงค็อก (The Siam Bangkok) คือ
ตระกูลสุโกศล (Sukosol Family) โดยมีคุณกมลา สุโกศล เป็นประธานกรรมการบริหาร โรงแรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือ
สุโกศล โฮเต็ล (Sukosol Hotels) โรงแรมหรูระดับลักซ์ชัวรี่ ปัจจุบันบริหารงานโดยทายาทรุ่นที่ 2 และ 3 ร่วมบริหารในบทบาทที่แตกต่างกัน ได้แก่:
- คุณมาริสา สุโกศล หนุนภักดี:นายกสมาคมโรงแรมไทย และผู้บริหารภาพรวมของกลุ่มโรงแรม
- คุณดารณี สุโกศล แคลปป์:ดูแลด้านการเงินและการลงทุน
- คุณกมล สุโกศล แคลปป์ (สุกี้):ดูแลโปรเจกต์พิเศษ
- คุณกฤษดา สุโกศล แคลปป์ (น้อย วงพรู):ดูแลด้านการออกแบบและภาพลักษณ์ (Creative Director) โดยเฉพาะโรงแรม The Siam
โรงแรมในเครือและจุดขายของแต่ละแบรนด์มีดังนี้:
- The Siam (เดอะ สยาม)
- ทำเล:ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ
- จุดขาย:เป็นโรงแรมระดับ Ultra-Luxury ที่เน้นความเป็นส่วนตัวสูงและการออกแบบแนว Art Deco ผสมผสานของสะสมโบราณ ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Bill Bensley และได้รับรางวัลระดับโลก เช่น ติดอันดับ 1 ใน 50 ที่พักที่ดีที่สุดในโลก
- กลุ่มเป้าหมาย:นักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ที่ต้องการความสงบและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์
- The Sukosol Bangkok (เดอะ สุโกศล กรุงเทพ)
- ทำเล:ย่านพญาไท กรุงเทพฯ
- จุดขาย:โรงแรมระดับ 5 ดาวที่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยดั้งเดิมและความทันสมัย มีชื่อเสียง ด้านการบริการแบบไทยและห้องอาหารที่หลากหลาย
- กลุ่มเป้าหมาย:นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางใจกลางเมือง
- แบรนด์ในพัทยา (Lifestyle & Resort)
ทางกลุ่มมีโรงแรม 3 สไตล์ในพัทยาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต่างกัน:
- Siam Bayshore Resort Pattaya : เน้นบรรยากาศรีสอร์ตสวนเขียวชอุ่มติดท่าเรือแหลมบาลีฮาย เหมาะสำหรับครอบครัวและการพักผ่อนที่เงียบสงบ
- The Bayview Hotel Pattaya : โรงแรมแนวไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองพัทยา เน้นความสนุกสนานและการเข้าถึงแหล่งช้อปปิ้ง
- Wave Hotel Pattaya : โรงแรมสไตล์ Art Deco สีสันสดใสริมหาดพัทยา มีจุดเด่นคือการตกแต่งที่เหมือนหลุดเข้าไปในไมอามี่ช่วงปี 1940 เน้นความเก๋และกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือคู่รัก
ตลาดต่างประเทศ
ปัจจุบันเครือสุโกศล
เน้นการบริหารจัดการและเป็นเจ้าของโรงแรมภายในประเทศไทยเป็นหลัก โดยยังไม่มีการขยายแบรนด์ไปเปิดสาขาในต่างประเทศภายใต้ชื่อของตนเองเหมือนกลุ่มทุนอื่น แต่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทย
หมายเหตุ: ระวังสับสนกับโรงแรม "อนันตรา สยาม" (ของกลุ่มไมเนอร์), "สยาม เคมปินสกี้" หรือ "สยาม แอ็ท สยาม" (ของกลุ่มสยามกลการ) ซึ่งเป็นคนละเจ้าของกัน
4.กลุ่มโรงแรม Aman Nai Lert Bangkok: ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ มีแบรนด์อะไรบ้างและจุดขายแต่ละแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศ
Aman Nai Lert Bangkok (อมัน นายเลิศ กรุงเทพฯ) เป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง นายเลิศ กรุ๊ป (โดย ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร) และ Aman Group เครือโรงแรมหรูระดับอัลตราลักชัวรีจากต่างประเทศ ตั้งอยู่ใจกลางสวนปาร์คนายเลิศ เน้นความสงบ เป็นส่วนตัว และสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทย
เจ้าของและผู้บริหาร
เจ้าของที่ดินและผู้ร่วมลงทุน: นายเลิศ กรุ๊ป (Nai Lert Group) นำโดยคุณณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร (น้องเล็ก) เป็นเจ้าของที่ดินผืนงามใจกลางปาร์คนายเลิศ
เจ้าของแบรนด์และผู้บริหารโรงแรม: Aman Group ซึ่งมีนาย Vladislav Doronin เป็นเจ้าของและประธานกรรมการบริหาร
รายละเอียด Aman Nai Lert Bangkok:
- เจ้าของ/พันธมิตร:ความร่วมมือระหว่าง นายเลิศ กรุ๊ป (ปาร์คนายเลิศ) และ Aman Group
- จุดขาย (Brand Selling Point):เป็นโรงแรมระดับ Ultra-Luxury แห่งที่ 2 ในไทยต่อจาก Amanpuri (ภูเก็ต) และเป็น City Hotel ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์และธรรมชาติสีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนวิทยุ
- จุดเด่น:เน้นห้องพักแบบ Suite ทั้งหมด, บริการห้องอาหารอิตาเลียน Arva, Aman Spa/Wellness Center พื้นที่ 1,500 ตร.ม. และบริการที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด (Aman Junkie)
แบรนด์ภายใต้เครือ Aman (ทั้งในและต่างประเทศ):
Aman (อามาน) เป็นเครือโรงแรมระดับโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบและการออกแบบที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
- Aman (โรงแรม/รีสอร์ต):เน้นที่ตั้งที่มีเอกลักษณ์ทั้งในเมืองและรีสอร์ตตากอากาศ เน้นดีไซน์สไตล์มินิมอลแต่หรูหรา
- Aman Residences:โครงการที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรีที่อยู่ร่วมกับโรงแรม
- Janu:แบรนด์น้องใหม่ที่เน้นพลังงาน ความเชื่อมโยงทางสังคม และความมีชีวิตชีวา (Energetic) มากกว่าความเงียบสงบแบบ Aman
โครงการ Aman Nai Lert Bangkok เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2025 โดยเป็น จุดบรรจบของมรดกทางวัฒนธรรมและประสบการณ์การพักผ่อนระดับโลก
หมายเหตุอ้างอิง: ข้อมูลบทความ “กลุ่มเซนโรงแรมและแบรนด์ในเครือเจ้าของคนไทย” นี้ได้รวบรวมและเรียบเรียง สรุปตรวจทานอัพเดทล่าสุด เพื่อเป็นประโยชน์เรียนรู้ในวงการธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวในประเทศไทยเรา แต่ก็อาจมีข้อความข่าวสารของแต่ละกลุ่มเชนโรงแรมและแบรนด์ที่เกิดเปลี่ยนแปลงได้จากการดำเนินงานของธุรกิจไปตามกาลเวลา เช่น ชื่อขององค์กร ชื่อบุคคลและหุ้นส่วน หรือสถานะเครือแบรนด์โรงแรมที่มีเพิ่มขึ้นและลดลง เพื่อเป็นข้อมูลปัจจุบันได้สมบรูณ์มากยิ่งขึ้น ขอผู้อ่านได้ตรวจเช็คเพิ่มเติม